เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 09.00–12.00 น. ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ เพื่อศึกษาศักยภาพด้านเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ และหารือแนวทางความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศอย่างเป็นระบบ

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญจากโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ นำโดย ดร.นรินทร วิริยะ ดร.รัตติยา หงษ์ทอง นางสาวทัสมา มงคลดี และคณะ รวมถึง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนูสิทธิ์ บุรินทร์ประโคน อาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมบรรยายให้ข้อมูลเชิงลึก และนำเยี่ยมชมกระบวนการวิจัย พัฒนา และทดสอบเทคโนโลยีด้านพลังงานภายในโรงงาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการประยุกต์ใช้งานในระดับภาคสนาม

สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้ มุ่งเน้นการต่อยอดเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) และโซลูชันพลังงานสะอาด เพื่อรองรับภารกิจด้านความมั่นคงในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับยุทโธปกรณ์ทางทหาร อาทิ แบตเตอรี่สำหรับรถถัง VT4 แบตเตอรี่ประเภท 6T ตามมาตรฐานนาโต้ ตลอดจนการพัฒนาระบบ Mobile Power Station ที่สามารถผสานการทำงานร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดน พื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานภายในประเทศ (Local Manufacturing) ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้านของภารกิจความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า เพิ่มความคล่องตัวในการจัดหาและซ่อมบำรุง พร้อมทั้งเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงานในระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากภาคการศึกษาไปสู่การใช้งานจริงในระดับปฏิบัติการ

การเยี่ยมชมในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคการทหารและมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานขั้นสูง เพื่อรองรับภารกิจด้านความมั่นคง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศในยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะแหล่งสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายของประเทศ ทั้งในมิติด้านความมั่นคง พลังงาน และสิ่งแวดล้อม โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อย่างชัดเจน ได้แก่ SDG 7 การเข้าถึงพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและระบบกักเก็บพลังงาน SDG 9 การส่งเสริมอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการยกระดับศักยภาพการผลิตเทคโนโลยีภายในประเทศ และ SDG 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการผลักดันการใช้พลังงานสะอาดในภารกิจสำคัญของประเทศ ความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงเสริมสร้างความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง


